วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

ขนาดของเพลาและขนาดร่องลิ่ม


            หลายครั้งที่ผู้เขียนไปวัดแบบเครื่องจักรที่มีส่วนประกอบของเพลาและร่องลิ่ม จึงขอนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องร่องลิ่มมาฝาก โดยในบทความนี้ไม่ขอลงลึกในส่วนการคำนวณ หรือสูตรต่างๆ แต่ขอยกวิธีการใช้งานมาเลย นั่นคือ เพลาขนาดเท่าไหร่ จึงจะใช้ร่องลิ่มขนาดที่สัมพันธ์กัน โดยอาศัยตารางที่แนบมานี้
หวังว่า พี่น้องชาววิศวกรออกแบบทุกท่าน คงจะออกแบบได้ง่ายขึ้น 


หรือ ท่านผู้อ่านสามารถดาวน์โหลด App ไปใช้งานบนอุปกรณ์ Android กันได้ง่ายๆ เกี่ยวกับขนาดเพลาและร่องลิ่ม ราคาแอปพลิเคชั่นแค่ 13 บาท จากที่นี่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.appybuilder.Anuwat_Kongpan.Shaft_and_Key 
สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิศวกรรมได้ที่นี่ครับ


ว่าด้วยเรื่องของการออกแบบท่อไอเสียของเครื่องยนต์

  หลายๆท่านคงจะเคยได้ยินเสียงท่อไอเสียรถยนต์และจักรยานยนต์ที่ดังหนวกหูกันมาบ้างแล้ว  นึกสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมท่อไอเสียถึงได้ดังรบกวนประชาชนผู้พักอาศัยที่มีบ้านเรือนอยู่ริมถนน
  หากเปิดอ่านประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 2629 พ.ศ. 2543 แล้ว จะพบว่า
หัวข้อ 5.2 " ระดับเสียงสูงสุดที่ออกจากท่อไอเสียที่ประกอบเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่จะใช้ประกอบในสภาพใช้งานปกติ ในขณะที่ยานพาหนะอยู่กับที่ ต้องไม่เกิน 95 เดซิเบล เอ "

ผมจึงมาสรุปเรื่องราวของท่อไอเสียในส่วนของการออกแบบทางวิศวกรรมให้ผู้อ่านได้อ่านกันเล่นๆ
  A Graham Bell ได้ทดสอบและเขียนหนังสือชื่อ 4 Stroke Performance Tuning ในหนังสือเป็นข้อมูลศึกษาเชิงวิชาการที่น่าสนใจมาก หนึ่งในบทของหนังสือที่ขอหยิบมาในประเด็นนี้ก็คือ " The Exhaust System " คือว่ากันด้วยเรื่องของไอเสียทั้งระบบ
    เมื่อวาล์วไอเสียของเครื่องยนต์เปิดออก จะเกิดแรงดันในท่อไอเสียประมาณ 20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เนื่องจากการไหลออกมาจากห้องเผาไหม้ของก๊าซ ในทางกลับกัน หากแรงดันในท่อไอเสียมีค่าเป็นลบ ( หมายความว่ามีการไหลกลับเข้าห้องเผาไหม้ หรือไอเสียไหลไม่สะดวกทำให้ไหลออกไม่หมดในจังหวะวาล์วไอเสียเปิด ไอเสียบางส่วนจะถูกดูดกลับเข้าห้องเผาไหม้ในจังหวะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลงเพื่อเติมเต็มปริมาตรที่ยังขาดจากทางฝั่งไอดี ) การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ( ในกรณีของเครื่องยนต์ 4 สูบ ) จะใช้หลักการค่อยๆรวมท่อไอเสียของแต่ละสูบ ให้เป็นท่อเดียวกัน แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ หลักการ 4 มา 1 และ 4 มา 2 มา 1  หลักการนี้ จะช่วยรักษาแรงดันในท่อไอเสีย ยกตัวอย่างเครื่องยนต์ที่มีลำดับการจุดระเบิด 1-3-4-2   แรงดันหลังวาล์วไอเสียของสูบ 2 จะถูกระษาแรงดันต่อโดยสูบแรก ผู้เขียนยังบอกเลยว่า หากท่อไอเสียคำวณมาอย่างเยี่ยมยอดแล้ว การปรับแต่งแคมชาฟท์ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ( ถึงขนาดนั้น !! )




หลักการรวมท่อไอเสียแบบ 4 into 1 จะมีข้อเสียคือน้ำหนักของระบบท่อไอเสียจะเยอะ แต่จะมีกำลังเครื่องยนต์สูงสุดมากกว่าแบบ 4 into 2 into 1 อยู่ราวๆ 5-7%  แต่จะได้เปรียบกว่าแบบ 4 into 1 ในช่วงรอบกลาง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรูปแบบของท่อไอเสียที่หลากหลาย เช่น ความยาวท่อในช่วง P1  ความยาวท่อในช่วง P2 , ลักษณะของ CL หรือแม้แต่ระยะของ TL
ตัวอย่างภาพท่อไอเสียแบบ 4-2-1 
ตัวอย่างภาพท่อไอเสียแบบ 4-1

    ปัจจัยต่อมาที่มีผลต่อระบบไอเสียก็คือ ขนาดของท่อที่นำมาทำท่อไอเสีย เพราะยิ่งมีจังหวะโอเวอร์แล๊ปของวาล์วมากเท่าไหร่ ท่อไอเสียก็ต้องมีความโตตามปริมาตรที่จำเป็นนั้นเช่นกัน เพื่อให้คายไอเสียออกให้ทันเวลาในจังหวะการเติมไอดีที่มีเพียงน้อยนิด  ขนาดของท่อไอเสียคือตัวกำหนดความเร็วในการไหลของไอเสีย โดยปกติแล้ว ความเร็วของไอเสียจะอยู่ที่ราวๆ 250 ฟุตต่อวินาที แน่นอนว่าหากเราไปเพิ่มขนาดของท่อไอเสียขึ้น ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์รองรับทอร์คอันเนื่องมาจากรอบที่สูงขึ้นได้  
   ขนาดของท่อไอเสียนั้นสรุปได้ตามองศาของลูกเบี้ยว หากเป็นลูกเบี้ยวองศาสูงที่ใช้ในการแข่งขัน จะสรุปขนาดท่อไอเสียไว้ดังนี้
หากเป็นรถที่ใช้งานทั่วไปที่มีองศาลูกเบี้ยวปกติ ผู้เขียนได้สรุปขนาดท่อไอเสียไว้ตามตารางนี้



   ความยาวของท่อไอเสีย ( P ) สามารถสรุปเป็นสูตรได้คือ 
P = ((850 x ED)/rpm)-3
โดยที่ P = ความยาวท่อไอเสียตามภาพแรก
          ED = 180 องศา บวกด้วยองศาลูกเบี้ยวก่อนศูนย์ตายล่าง ( BDC )
          rpm = รอบต่อนาทีของเครื่องยนต์

  ส่วนขนาดท่อไอเสียนั้น สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้
ID = (((cc/((P+3)x25))^0.5)x2.1
โดยที่  ID = เส้นผ่านศุนย์กลางด้านในของท่อไอเสียช่วง P1
            cc = ความจุเครื่องยนต์
            P = ความยาวท่อในช่วง P1

IDS = (((ID^2)x2)^0.5)x0.93
โดยที่ IDS = เส้นผ่านศูนย์กลางในช่วง P2
           ID =  เส้นผ่านศุนย์กลางด้านในของท่อไอเสียช่วง P1

และ P2 = P - P1 ( ความยาวที่พิจารณาในรูปแรก )


การออกแบบ Collector ( CL )
มี 4 แบบ คือแบบ Baffle แบบ Merge แบบ Venturi Merge และแบบ Split Interference แสดงตัวอย่างภาพได้ดังนี้

แบบ Baffle
แบบ Merge
แบบ Venturi Merge

และแบบ Split Interference ของ 4 และ 8 สูบ

ความยาวของ Collector ( CL) ((ID2-ID3)/2)xCot A
โดยที่ CL = Collector length
          ID2 = ความโตของ Collector ฝั่งขาเข้า
          ID3 = ความโตของ Collector ฝั่งขาออก ( ความโตท่อไอเสียหลัง Collector )
          Cot A = โคแทนเจนท์ของมุมองศา  เช่นCot4.5 = 12.7 เป็นต้น ( กดเครื่องคิดเลขได้ )

และ ID3 = ((cc x 2 )/(P + 3 )x25))^0.5)x2 
         
ปัจจัยอีกตัวที่มีผลต่อการไหลของไอเสียก็คือการออกแบบรอยต่อระหว่างช่วงพอร์ทไอเสียถึงคอท่อไอเสีย โดยสรุปคร่าวๆไว้ดังนี้


          
 ส่วนเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้ เช่น มาตรฐานยูโร 1 2 3 หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่มีตัวการสำคัญที่เป็นผู้ทำงานคือ CAT หรือ โครงสร้างรังผึ้งที่เคลือบด้วยสารดูดซับแก๊สพิษในไอเสียและยังทำหน้าที่ลดเสียงดังในท่อไอเสีย  ไอ้เจ้า CAT ที่ว่านี้ เขาจะทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ตามที่ออกแบบไว้ แต่จะส่งผลต่อเครื่องยนต์ นั่นคือ จะลดแรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์ลงราวๆ 10% แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า มีวิธีชดเชยค่าสูญเสียอยู่โดยแลกกับน้ำหนักท่อไอเสียที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย นั่นคือ การหาหนทางการเพิ่มอัตราการไหลในช่วงโครงสร้างรังผึ้งนั่นเอง ซึ่งได้แสดงไว้ตามรูป คือปล่อยท่อฝั่งขาเข้า CAT เป็นมุมบาน 10 องศา และบีบเข้าฝั่งขาออกจาก CAT เป็นมุม 15 องศา โดยมีท่อเทเปอร์ยาวอย่างน้อย 6 นิ้ว ต่ออยู่ทั้งขาเข้าและขาออก ( นับจาก CAT )



      ในส่วนของเสียงนั้น ก็มีวิธีลดอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้การระบายไอเสียผ่านแผ่นรูพรุนที่ซ้อนกันหลายๆชิ้น ที่เรียกกันว่า Trap ชื่อของท่อไอเสียแบบนี้ก็เลยเรียกกันติดปากว่า "ท่อแทร๊ป "
แสดงภาพตัวอย่างของ Trap

    การใช้ใยแก้วซับคลื่นเสียงเพื่อลดการ Resonance ก็มีใช้กันแพร่หลาย แต่ข้อเสียคือ ใยแก้ว มีอายุการใช้งานสั้น จึ้งจำเป็นต้องไปอัดใยแก้วใหม่เมื่อหมดอายุใยแก้ว

      การออกแบบห้องลดเสียงแบบหลายชั้น วิธีนี้ นิยมแพร่หลายมาก ข้อดีคือลดเสียงได้ดีมาก มีหลายหลากขั้นตอนในห้องเก็บเสียง ทั้งการกำจัดการสะท้อน การทำลายเสียงโดยออกแบบให้เสียงสะท้อนหักล้างกันเอง การออกแบบให้ไอเสียวนไปมาเพื่อลดเสียง การใช้กรวยลดเสียง เป็นต้น  แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียคือ น้ำหนักท่อไอเสียจะเยอะ 

   
หากเป็นท่อไอเสียที่ผ่านการออกแบบคำนวณมาอย่างดีนั้น ผู้ผลิตจะมีข้อมูลเปรียบเทียบแรงม้า  ณ ที่รอบเครื่องยนต์ค่าต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคตัดสินใจ 
   ก็เป็นอันว่า จบเรื่องของท่อไอเสียในฝั่งของหลักวิศวกรรมการออกแบบ  ส่วนเรื่องภาระสังคมนั้น ก็ต้องฝากไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้ หลักวิศวกรรม อยู่กับสังคมได้อย่างไร้รอยต่อ. 

  วีดีโอยกตัวอย่างการออกแบบท่อไอเสีย โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ว่างๆจะมาต่อยอดการจำลองการไหลของไอเสียในท่อใบนี้กันครับ

  

ขอบคุณหนังสือ : Four Stroke Performance Tuning 3rd Ed-A Graham Bell.

    





วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

วิธีการสอบ กว.ให้ผ่านในรอบเดียว

วิธีการสอบ กว.ให้ผ่านในรอบเดียว 
  สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน ทุกวันนี้กระผมสละเวลาบางส่วนมาถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้ที่มีจากการศึกษา รวมถึงการทำงาน เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้อื่น เท่าที่พอจะทำได้ เพื่อหวังจะสร้างสังคมที่น่าอยู่  วันนี้จะมาแนะนำการสอบใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือ กว. 
   เป้าหมายของการสอบคือ ใบ กว. แต่หนทางการได้มานั้นไม่ง่ายนัก เพราะต้องผ่าน 3 ด่าน ที่ค่อนข้างจะยากหากไม่มีความเข้าใจจริง 
   ตอนที่ผมยังไม่มีใบ กว.นั้น ผมก็คิดเข้าข้างตนเองเอาเสมอว่า ทำแบบนี้ก็คงจะได้ หรือแบบโน้นก็คงไม่มีปัญหา เพราะไอ้หมอนั่นมันก็ไม่มี กว.เหมือนกันกับเรานั่นแหละ แต่ความคิดผมมาเปลี่ยนไปเมื่อได้อบรมจรรยาบรรณ ( ด่านที่ 3 ) ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาดูวิธีการผ่านด่านแรกกันก่อนครับ

ด่านแรก กล้วยๆ
มีข้อสอบเก่าอยู่แล้ว  4  วิชาพื้นฐาน แต่หัวผมจำอย่างไรก็ไม่หมด เพราะ 4 วิชา วิชาละ 400 ข้อ รวมแล้วทั้งสิ้น 1600 ข้อ  คิดว่าถ้าจำอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะว่ามันเยอะ  ฉะนั้น ต้องมีความรู้ในการทำข้อสอบ เราจะได้ไม่ต้องจำ และจะได้นำสมองไปจำส่วนของทฤษฏีแทน
ความรู้ที่ต้องมีก็คือ
1.การแก้โจทย์วิชา Static หลักการคือ กฎ 3 ข้อของนิวตัน ต้องฝึกทำให้คล่อง
2.วิชาเขียนแบบวิศวกรรม อันนี้ไม่ต้องจำ เพราะไม่ยาก ฝึกมองภาพ ฝึกพลิกภาพเพื่อหารูปด้าน ทำความรู้จักเกี่ยวกับมุมมองและชื่อเรียกต่างๆ คาดว่าวิชานี้ทุกคนได้เต็มแน่ๆ
3.วิชาวิศวกรรมวัสดุ อันนี้ค่อนข้างต้องใช้ความจำ เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆทางโลหะวิทยา และต้องเข้าใจแผนภูมิต่างๆ รวมถึงชื่อเรียก ต้องคำนวณปริมาณสารได้จากแผนภาพที่กำหนด 
4.วิชาคอมพิวเตอร์  วิชานี้ไม่ยากในส่วนฮาร์ดแวร์ แต่จะยากหน่อยตรงการโปรแกรม เพราะต้องมีความรู้ภาษาซี ( เชื่อว่าเรียนผ่านมาทุกคน ) พวก Printf , Scanf  #include การวนลูป การแสดงผล การคำนวณค่าง่ายๆจากโปรแกรมที่กำหนด  เชื่อว่าหากมีเวลาทบทวนก่อนการสอบจะทำได้แน่นอน

4 วิชาข้างต้นนี้จะสอบในช่วงเช้า ทั้งหมดมี 100 คะแนน 100 ข้อ  วิธีการคือ อย่าไปสนใจกับข้อใดข้อหนึ่ง ให้ทำข้อที่จำได้ก่อนในรอบแรก และมากดทำใหม่ในรอบที่ 2 ที่เป็นข้อที่ต้องคำนวณ ที่เรามาร์คไว้ในรอบแรกว่าเราจะกลับมาทำ   เมื่อหมด 2 รอบนี้ ให้เรานับคะแนนในข้อที่ทำได้แน่นอน หากเกิน 60 ก็ถือว่าผ่านแล้ว แต่หากยังไม่ถึง ก็ต้องพยายามงัดสมองทุกก้อนพยายามทำข้อที่ยังไม่ทำ รอบสุดท้ายเวลาจะบีบบังคับ วิธีการง่ายๆคือให้เฉลี่ยกระดาษคำตอบเป็น 25% ของแต่ละตัวเลือกและฝนให้เท่าๆกัน 
เมื่อไกล้หมดเวลา เป็นช่วงลุ้นตัวโก่งว่าต้องเสียเงินสมัครสอบอีกหรือเปล่า ขอให้ทุกท่าน มีหน้าจอที่เขียนว่า " คุณสอบผ่าน 100 คะแนน "  


ด่านที่สอง  วิชาเฉพาะ ภาคไครภาคมัน  
หลังจากพักทานข้าวเที่ยงแล้ว ก็มาสอบต่อในด่านวิชาเฉพาะ อันนี้ส่วนใหญ่จะมีการคำนวณแค่ 25 % ที่เหลือต้องเข้าใจ
ก็ต้องเลือกสอบในวิชาที่ตัวเองเรียนมาในหลักสูตร  ด่านนี้คิดว่าคงผ่านไม่ยากเท่าด่านแรก หลักการทำข้อสอบก็เหมือนกับด่านแรกไม่มีผิด จะทราบผลทันทีหลังการสอบ 

เมื่อผ่านหมดทั้ง 2 ด่านแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการอบรม ด่านนี้ต้องฟังบรรยายเกี่ยวกับจรรยาบรรณและข้อควรปฏิบัติต่างๆ ค่อนข้างเยอะและมีประโยชน์มากๆ  และมีการสอบวัดผลหลังจบการบรรยายด้วย 

หากสอบผ่านก็จะต้องเสียเงินอีกรอบและรอใบประกอบวิชาชีพอยู่ที่บ้านได้เลย ทางสภาฯจะส่งมาให้ตามที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ 


SolidWorks Drawing Template Show Errors Properties Fields like $PRP:"ANCDEXXX"

 Good morning of 1/14/2026 to my readers. Today, I found a problem on my drawing template about property text in drawing template fields. I ...