วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แสวงหาโชคลาภด้วยมือถือของท่านเอง แอพพลิเคชัน หวยเพื่อความหลุดพ้น

การเสี่ยงดวง การพนัน เพื่อแสวงหา โชคลาภ วาสนา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตลอด
วันนี้ผมขอเสนอแนะแอพพลิเคชันบนมือถือแอนดรอยด์ เพื่อแสวงหาโชคลาภ มีวิธีการดังนี้
1. ก่อนอื่นต้องไปดาวน์โหลดแอพฯและติดตั้งโดย คลิ๊กที่นี่ครับ 


2.เปิดแอพฯที่ได้ทำการติดตั้ง และทำสมาธิให้ดี จากนั้นกดปุ่ม " ดูตัวเลขจากโชคลาภของท่าน "
จะปรากฎตัวเลขขึ้นมา 3 ชุด

3.ท่านสามารถแบ่งปันตัวเลขนี้ให้เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง ของท่านได้โดยการกดปุ่ม " แบ่งปันโชคลาภให้เพื่อนๆของท่าน " โดยสามารถเลือกช่องทางในการแบ่งปันได้ เช่น Line , Messenger  เป็นต้น 




ขอให้ทุกคนโชคดี ร่ำรวย สมความปรารถนากันทุกท่านครับ

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

CBR650F vs CBR650R Specs.

นับตั้งแต่สิ้นสุดการต่อสู้ในรุ่นมิดเดิ้ลเวทของตัว CBR600RR ที่ช่วงนั้นค่ายปีกนกประกาศไม่ผลิตรุ่นดังกล่าว ประกอบกับตอนนั้น ไม่มี 4 สูบพิกัด 600 ของค่ายปีกนก จะมีก็แต่ตัว 650 สองสูบเรียงจากค่ายคาวา 
ปลายปี 2014 ค่ายปีกนกได้เข็น CB/CBR 650F ออกมาครั้งแรก ด้วยราคาสุดเย้ายวนใจ ที่ 280,000 และ 300,000 บาท

หลังจากนั้นอีก 2 ปีก็ได้ทำการปรับโฉมโดยการเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ เปลี่ยนท่อไอเสียใหม่ และชุดกันสะเทือนใหม่ แต่โดยรวมก็ยังคงเดิม ( แว่วๆสำนักแข่งต้องการเครื่องลูกเก่ามากกว่า เพราะรอบสูงกว่า ) 

มาตอนนี้ ใช้เวลาไม่ถึงปี จากการไมเนอร์เชนจ์ ค่ายปีกนกก็ได้ทำการยกเครื่อง 4 สูบเรียงเสียงเงียบตัวนี้ไปลงในโครงใหม่และพ่วงท้ายด้วยรหัส R มา ซึ่งความหมายของรหัวนี้ก็คือ Road Racing นั้นเอง แตกต่างจากตัวรหัส F ตัวเก่า เพราะตัว F คือ Street Fighter 



รหัส R ตัวนี้ ใช้เครื่องยนต์ลูกเก่าที่พัฒนาให้ได้แรงม้ามากขึ้น และจับยัดเข้าโฉมเดียวกับรุ่นพี่ตัวพัน ได้อัพเกรดหลายส่วน ทั้งวงล้อ ชุดเบรก ชุดกันสะเทือน ชุดเรือนไมล์ โดยราคาเพิ่มขึ้นแค่ 20,000 บาทเท่านั้น 

ทางผู้เขียนได้เป็นเจ้าของ 650F ในรุ่นแรก พบข้อเสียอยู่สองสามอย่าง คือ 1.ปัญหาน้ำมันเครื่องซึมทางแคร้งค์ด้านขวา ซึ่งปัญหานี้ได้ให้ช่างที่เรด บารอนแก้ไขให้จนหายเป็นปกติ  2.ปัญหาหน้าสะบัด หน้าเบา แก้ไขโดยเหน็บกันสะบัดของ K4 ไว้ใต้แผงคอ 

หวังว่า การมาของ 650R ในครั้งนี้จะแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นที่เรียบร้อย 

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

มาตรฐาน IP ในการออกแบบงานเครื่องจักร





IP54

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้แต่อาจมีฝุ่นเล็กน้อยเล็ดลอดเข้าไป
โดยฝุ่นที่เล็ดลอดเข้าไปนั้นต้องไม่มีผลใดๆต่อการทำงานของอุปกรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันละอองน้ำที่ตกกระทบตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง

IP55

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้แต่อาจมีฝุ่นเล็กน้อยเล็ดลอดเข้าไป
โดยฝุ่นที่เล็ดลอดเข้าไปนั้นต้องไม่มีผลใดๆต่อการทำงานของอุปกรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันละอองน้ำที่ตกกระทบตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง
IP65
คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันน้ำจากการฉีดที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง

IP66

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันน้ำจากการฉีดแบบรุนแรงที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง

IP66K

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันน้ำจากการฉีดแรงดันสูงที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง

IP67

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ในน้ำได้ที่ความลึกสูงสุด 1 m เป็นระยะเวลาสูงสุด 30 นาที

IP68

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ในน้ำได้แบบถาวร

IP69K

คือมาตรฐานที่จะเป็นตัวบอกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นๆ มีความสามารถที่จะป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์และมีความสามารถที่จะป้องกันน้ำจากการฉีดแรงดันสูงพิเศษที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง ที่อุณหภูมิน้ำสูงสุด 80 °C

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

เปิด Folder รวมที่ปรับแต่ง Windows 10 แบบครบๆ แบบฉบับ God Mode

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รัก

วันนี้ขอนำเสนอเทคนิคของ Windows 10 ครับ 
คือ Shortcut รวม God mode สำหรับเป็นทางลัดในการปรับแต่งส่วนต่างๆที่อยู่บน Windows ครับ
วิธีการคือ  
1.เข้าไปที่ Desktop 
2.คลิ๊กขวา สร้าง Folder จากนั้น ตั้งชื่อ Folder เป็น  

GodMode.{ED7BA470-8E54-465E-825C-99712043E01C}

เราก็จะได้ Shotcut สำหรับใช้งานส่วนต่างๆได้อย่างง่ายดายขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การใช้งานแอพพลิเคชัน Rock Conveyor Lite (LTSB)

    แอพพลิเคชั่น Rock Conveyor Lite ( LTSB ) และ Rock Conveyor Lite เป็นเครื่องมือช่วยในการคำนวณค่าต่างๆในระบบสายพานลำเลียงแบบสายพานยางดำ หรือ "Belt Conveyor" ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่ว่านี้พัฒนาขึ้นโดยผู้เขียนเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำใช้เองเป็นหลักและได้นำไปใช้ให้คำนวณที่หน้างาน จนมีคำถามจากลูกค้าจึงได้เกิดการพัฒนาแจกให้ผู้ใช้งานที่สนใจได้ใช้กันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
   ก่อนอื่นจำเป็นต้องโหลดแอพพลิเคชั่นมาติดตั้งในเครื่องก่อน สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่!!
สำหรับตัว LTSB สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่! เมื่อติดตั้งแล้ว ก็เป็นอันว่าพร้อมสำหรับการใช้งาน

ตัวอย่างวิธีการใช้งานแอพพลิเคชั่น
   ผู้ใช้งานเข้าพบลูกค้าและสำรวจหน้างาน พบว่า " ลูกค้า ต้องการลำเลียง Wood pellets มีค่า Density 38 ปอนด์/ลูกบาศก์ฟุต โดยลำเลียงขึ้นที่สูง เป็นมุมชัน 8 องศา จุดรับ Wood pellets และจุดปล่อย ห่างกัน 25 ฟุต โดยมีอัตราการลำเลียงที่ต้องการไม่ต่ำกว่า 165 ตัน/ชั่วโมง "

   ในกรณีดังกล่าว สามารถ Sketch รูปคร่าวๆของสายพานลำเลียงได้ตามรูปที่ 1.
สิ่งที่ต้องทราบในการออกแบบเพื่อเสนอราคาคือ
1.ความกว้างของสายพานลำเลียง ( ต้องมีความเหมาะสม สำหรับรองรับอัตราการขนถ่าย โดยที่มีราคาเหมาะสม )
2.ความยาวสายพานลำเลียงตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลางของมู่เลย์ตัวขับ จนถึง มู่เลย์ตัวท้าย
3.ความเร็วในการขนถ่าย Wood pellets
4.กำลังมอเตอร์ที่ใช้ในการหมุนมู่เลย์ตัวขับหรือแรงบิดที่ต้องใช้หมุนมู่เลย์ตัวขับเพื่อลำเลียง Wood pellets
5.มุมองศาของชุดขาลูกกลิ้งลำเลียง

วิธีการออกแบบ
1.หา C-C Length (m) ซึ่งเป็นค่าที่ต้องเติมลงใน Application
จากรูปที่ 1. จะทราบว่า             X+25ft = CC(Cos8°) -----------------------(1)  โดยมีที่มาจากรูปที่ 2

ค่า X คือค่าทีอยู่ในช่วง Transition Distance จนถึงจุดรับโหลด คือ ช่วงที่สายพานเปลี่ยนรูปจากเส้นตรงเป็นเส้นโค้ง เพื่อรองรับ Wood pellets


จุด Loading Point ที่ดีควรหางจากชุดลูกกลิ้งช่วง Transition ประมาณ 3 นิ้ว หรือประมาณ 75 มม. ( ระยะ y )
และระยะ Transition Dist สำหรับสายพานแบบยางคือค่าค่าหนึ่ง ในกรณีนี้สมมุติว่าผู้ผลิตสายพานยางกำหนดไว้ที่ 1.8เท่าของความกว้าง ( 1.8BW)
ในกรณีสายพานลำเลียงแบบเรียบ ให้เติมค่า 0 ( ศูนย์ ) ] ลงในช่อง Roller Set Angle

จากรูปที่ 2 และ รูปที่ 3 ตลอดจน ------(1) จะได้ว่า

X = 1.8BW+75 (mm)  --------------( 2 ) ; BW = Belt Width คือ ความกว้างสายพาน
แทน (2) ใน (1) จะได้
CC = (1.8BW+75mm+25ft )/Cos 8°  ----------------( 3 )
จัดรูปสมการ 3 ใหม่ โดยใช้ความสามารถของ Application ในส่วนของ Converter โดยการแปลง Ft เป็น mm ดังรูป

จะได้ 7.62 m หรือ 7620 mm ฉะนั้น จะได้ว่า
CC = (1.8BW+ 7695mm )/0.99026 -----------------(3')

จากสมการ 3' ต้องใช้การ Trial & Error เพื่อหาค่าความกว้างสายพานที่ดีที่สุด โดยอยู่บนหลัก Economy โดยขอยกตัวอย่าง ราคาของสายพานแต่ละความกว้าง ดังนี้
1.BW 500มม ราคา 5 บาท/เมตร
2.BW 600มม ราคา 5.753 บาท/เมตร
3.BW 650มม ราคา 6 บาท/เมตร
4.BW 800มม ราคา 7500 บาท/เมตร
5.BW 1000มม ราคา 65 บาท/เมตร
เป็นต้น

นำจำนวนความกว้างสายพานทั้ง 5 ความกว้าง แทนค่าลงในสมการที่ 3' ทีละค่า ( ทำ 5 ครั้ง ) จะได้ค่าตามรูปที่ 5
ค่าที่ได้ทั้ง 5 ค่านี้ เราต้องคำนึงถึงระยะหน้างาน ว่าจะส่งผลต่ออะไรบ้าง เพราะ ระยะความยาวของสายพาน จะต่างกันตรงส่วนล่าง เพราะต้องยึดจุดปล่อยวัสดุ จุดรับวัสดุ และมุมเป็นหลัก หากส่วนล่างมีความยาวจนถึงพื้นก็ไม่สามารถใช้ค่าที่มีปัญหานั้นได้เช่นกัน ในกรณีตัวอย่างการออกแบบนี้ จะสมมุติว่า ความสูงจากพื้นไม่เป็นปัญหาสำหรับการออกแบบ 

นำค่าความยาวสายพาน มาคูณด้วยราคาสายพาน จะได้ค่าที่สมควรเลือกใช้ ดังรูป
จะพบว่า ค่าที่ส่งผลให้สายพานลำเลียงราคาถูกที่สุดคือ ค่าความกว้างสายพาน 500 มม
และค่าสูงที่สุดคือค่าความกว้างสายพาน 800 มม.   (ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างการเสนองานให้กองทัพแห่งหนึ่งของประเทศหนึ่ง ผมจึงไม่เสนอราคาที่ถูก แต่จะเสนอราคาที่แพงที่สุด เพื่อไม่ให้ขัดต่อเป้าหมายของแม่ทัพท่านหนึ่ง )

เมื่อเลือกค่าความกว้าง 800 มม.เรียบร้อยแล้ว จะพบว่า มีค่า ความยาวสายพานลำเลียงทั้งสิ้น 9.224 เมตร.

จากนั้น ให้มาทำการเลือกมู่เลย์ตัวขับ และองศาของชุดขาลูกกลิ้งรองรับสายพาน ว่าจะใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกี่มิลลิเมตร และชุดองศาขาลูกกลิ้งรองรับสายพานว่าต้องใช้กี่องศา โดยใช้สเป็คของผู้ผลิตสายพานที่กำหนด หรือว่าใช้ราคาเช่นในกรณีข้างต้นเป็นเกณฑ์ร่วมด้วยก็ได้

สมมุติว่าคำนวณลงตัวที่ความโต ( ø ) 500 มม. และมีมุมองศาชุดลูกกลิ้ง 35 องศา
และ Wood pellets มีค่ามุมกองจากการวัดจริง หรือจากฐานข้อมูลที่มี อยู่ที่ 32 องศา ( Repose ) มีค่ามุมกองขณะเคลื่อนที่ อยู่ที่ 19 องศา ( Surcharge )

แปลงค่าหน่วยต่างๆให้ตรงกันกับค่าที่ Application ต้องการโดยความสามารถ Converter.

 นำค่าทั้งหมด เติมลงใน Application ดังรูป


จากนั้นกดปุ่ม Result หรือ CHECK THE RESULTS ก็ได้ จะพบผลลัพธ์ดังรูป

ค่าผลลัพธ์ มีดังนี้
1.Belt Tension ( N ) คือ ค่าความตึงสายพาน ค่านี้ อยู่ที่ 3904.77 นิวตัน สามารถใช้ค่านี้ออกแบบตัวปรับความตึงสายพานได้
2.Driving Torque (Nm) ต้องใช้ค่าแรงบิดที่กระทำต่อเพลา มีค่า 973.5 นิวตันเมตร สามารถออกแบบเพลามู่เลย์โดยใช้ค่าแรงบิดนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ได้ค่าความโจเพลาและวัสดุที่จะทำเพลาขับได้
3.Capacity (TPH) คืออัตราการขนถ่าย 175 ตัน/ชม ( สามารถเติมเข้ามาได้จากความต้องการของลูกค้า )
4.Drive Power ( kW) คือ กำลังมอเตอร์ที่ใช้ในการขับ โดยนำค่าที่ได้นี้ไปเลือกซื้อมอเตอร์ได้ 
5.Belt Speed (m/s) คือความเร็วของสายพานที่วิ่งลำเลียงวัสดุ 
6.CEMA Cross Section คือ พื้นที่หน้าตัดของวัสดุบนสายพานลำเลียงในขณะที่ทำการลำเลียง
7.Gearbox Ratio 1: 80.66 คือ อัตราทดห้องเกียร์ของมอเตอร์ขับ อยู่ที่ 1 ต่อ 80  สามารถนำไปเลือกซื้อชุดเกียร์ทดหรือมอเตอร์เกียร์ได้
8.Bulk Density 9.Belt Width 10. Conveyor Length  คือค่าที่เติมเข้ามาจากหน้าการป้อนค่า

หวังว่าทุกท่าน คงจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อย  หากมีข้อสงสัยซักถามหรือแนะนำ สามารถคอมเมนท์ใต้บทความนี้ได้เลยครับ

ปล.ข้อจำกัดของ Application คือ
1.Version Free ( Rock Conveyor Lite ) สามารถคำนวณได้ที่ความยาวสายพานลำเลียงไม่เกิน 36 เมตร
2.Rock Conveyor Lite LTSB สามารถคำนวณได้ที่ความยาวสายพานลำเลียงไม่เกิน 200 เมตร
3.รอบมอเตอร์ในแอพพลิเคชันกำหนดไว้ที่ 1470 รอบ/นาที โดยที่เป็นมอเตอร์ธรรมดา ( IE1) 
ซึ่งข้อจำกัดทั้งหมดนี้ จะหมดไปในเวอร์ชัน Rock Conveyor Engineering.

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Realview on all hardware by easy step.

Hello World !!
      Today I will describe about How to Realview hack for all PC target to use SolidWorks.
Step 0. Check your VGA with registry
0.1 - Press "Windows"+"R " on your keyboard for lunch "Run"window command.
0.2 - Type " regedit " in run windows and press "Enter"
0.3 -  Follow " HKEY_CURRENT_USER"-->"SOFTWARE"-->"SolidWorks"-->"SolidWorks20XX"-->"Performance"-->"Graphics"-->"Hardware"-->"Current"

0.4 - Look in the right side at the " Renderer" and then double click and select copy for copy the value data of the current renderer. And then go to key " GI2Shaders" ( Hardware key sub folder )

0.5 - Check manufacturer for your VGA
    0.5.1 - If manufacturing by Nvidia  the subfolder will use NV for prefix naming like NV25,NV30,NV40 ( Number is the series of product chip )
    0.5.2 - If manufactured by AMD , ATI  the subfolder will use R and RV to naming prefix.
    0.5.3 - If other manufactured the subfolder will use name is "Other" 

Step 1. - Select correct subfolder to matching with your model graphic card.
" For example I have GTX1050 I will select NV40 subfolder."
1.1 - For make sure to validate the name of nvidia's chip you can follow this link.
1.2 - For make sure to validate the name of AMD/ATI's chip you can follow this link.

Step 2. - Create key in selected subfolder using copied name in step 0.3




Step 3. - Right Mouse Button click and create new "DWORD (32 Bit ) Value"


Step 4.- Naming to " Workarounds " and double click it to change value to "30408" in " Hexadecimal "
You can use 10008 , 20008 , 30008 , 30408 , 31408 

After this step you will fun with Realview Graphic.

ความสัมพันธ์ของน๊อต - โบลท์ - แหวน - Relation dimension of Bolt , Nut , Washer.

สวัสดีครับ วันนี้ขอเขียนเรื่อง น๊อต
    เนื่องจากวัฒนธรรมไทยนั้น การเรียก น๊อต จะเรียกว่า น๊อต ส่วนการเรียกโบลท์ก็เรียกว่า น๊อต จึงเป็นที่สับสนกันมาก การเรียกช่ือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับน๊อตจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับช่างหรือวิศวกร
    น๊อต นั้น ในภาษาไทยแปลได้ว่า น๊อตตัวเมีย  ส่วน โบลท์นั้นคือ น๊อตตัวผู้

   
จากรูป ตัวอย่างด้านบน น๊อต วิ่งหนี โบลท์ เป็นตัวอย่างที่ดีในการจำครับ


    ผมได้สรุปเป็นภาพและตารางตามนี้ครับ
สำหรับโบลท์



สำหรับน๊อต


และสำหรับแหวน


ส่วนวิธีการสร้างสามารถดูได้จากวีดีโอนี้ครับ


หวังว่าทุกท่านคงจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นครับ ขอให้โชคดีทุกท่าน
   

วิธีดาวน์โหลด SolidWorks มาใช้งานแบบฟรีๆ ( สำหรับทดลองใช้งาน 30 วัน )

SolidWorks Trial 30 Days.
สวัสดีครับ สำหรับท่านที่กำลังอยากทดลองใช้งานโปรแกรม SolidWorks แต่ไม่รู้จะหาโปรแกรมมาติดตั้งจากที่ไหน  วันนี้ท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งในเครื่องท่านได้จากที่นี่ครับ
http://www.goengineer.com/solidworks-downloads/

หลังจากที่ดาวน์โหลดมาแล้ว ให้ Extract File ด้วย Winzip , Winrar , หรือ 7zip ก็ได้  และติดตั้งจากไฟล์ติดตั้งใน Folder ที่ Extract ออกมาแล้ว

ตัวโปรแกรมจะสามารถใช้งานได้ 30 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมมาใช้งานจริงๆ

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

วิธีการสร้างลูกเบี้ยวด้วย SolidWorks

ผมได้อัดวีดีโออธิบายวิธีการสร้างไว้ตามลิงค์วีดีโอนี้ครับ สามารถเข้าไปศึกษากันได้ทุกที่ ทุกเวลา

มีข้อสงสัยสอบถาม หรือเสนอแนะ เรียนเชิญ Comment ที่ ช่อง Youtube ดังกล่าวครับ

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ราคาน้ำมัน - ราคายางพารา - ราคาเนื้อหมู - ของชาติไทยแลนด์

     สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก ไม่กี่วันมานี้มีการสร้างกระแสกันในโลกโซเชียล ว่าต้องไปอุจจาระในปั๊ม ปตท.เท่านั้นถึงจะถูกต้องและคุ้มค่า ผมจึงอยากนำข้อมูลและวิธีการหาข้อมูลมาฝากผู้อ่านกันสักหน่อยครับ
      ราคาน้ำมัน ที่บางท่านนำมาเปรียบเทียบกับพม่าบ้าง มาเลเซียบ้าง และได้รับยอดการกดไลค์ถูกใจเป็นอันมากนั้น ผมอยากทุเรียนให้ทราบว่า ท่านสามารถเข้าไปดูโครงสร้างราคาได้ทุกวัน โดยคลิกเบาๆไปที่ http://www.eppo.go.th/index.php/th/petroleum/price/oil-price?category_id=558&isc=0&orders[publishUp]=publishUp&issearch=1

โดยสามารถเลือกวันที่ย้อนหลังดูได้ไปจนถึงปี 2545 โน่นเลย อยากรู้ว่ารัฐบาลไหน ราคาน้ำมันเท่าไหร่ ก็ลองเปรียบเทียบกันดูเอาเอง

    สำหรับวันเวลาดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนเอกแต่ละคนก็สามารถดูได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
 
     ช่องแรกจะเป็นราคาหน้าโรงกลั่น ช่องสองและสามเป็นภาษี ช่องสี่และห้าเป็นกองทุนน้ำมัน ช่องต่อมาเป็นค่าการซื้อขายล่วงหน้าตามด้วยค่าการตลาดและตบท้ายผู้บริโภคเบาๆด้วยภาษี จึงออกมาเป็นราคาขายปลีกในช่องหลังสุด


   มีบางคนบอกว่า ปตท นั้นเป็นของทักษิณ ต้องให้ลุงตู่คนดีใช้ ม.44 ยึดคืน ผมขอนำเอาโครงสร้างผู้ถือหุ้น ปตท.มาให้ดูครับ



    จะพบว่า กระทรวงการคลังจะถือหุ้นใหญ่สุดที่ 51.11%  คงไม่ต้องบอกว่ากระทรวงการคลังคืออะไรนะครับ
    รองลงมาคือ ไทยเอ็นวีดีอาร์ อยู่ที่ 7.86%  ซึ่งลองหาข้อมูลดูพบว่า ไทยเอ็นวีดีอาร์นั้นมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือหุ้น 99.99%   ( https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C )

    ที่เหลือก็สามารถไปค้นหาข้อมูลเอาเองได้ครับ  

ส่วนราคายางพาราย้อนหลังในชาติไทยก็สามารถดูได้จากที่นีครับ  http://www.rubber.co.th/rubber2012/menu5.php

   แถมราคายางประเทศมาเลย์ให้ด้วยครับ เผื่อท่านทั้งหลายจะได้นำมาเปรียบเทียบกับราคายางในชาติไทย   http://www3.lgm.gov.my/mre/

โดยให้ดูราคาที่ช่อง Farmgate Latex ( น้ำยางสด ) , Cuplump ( ยางก้อนถ้วยหรือขี้ยาง ) SMR20 ( ยางแผ่นดิบ )  โดยจะเป็นราคา เซ็นต์มาเลย์ต่อกิโล หรือ เซ็นต์ดอลลาร์ยูเอสต่อกิโล  ให้ท่านนำราคามาแปลงเป็นเงินบาทโดยการคูณอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินก่อนนะครับ อย่าลืม  แล้วพวกท่านจะทราบผมแห่งการเปรียบเทียบและเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารและความจริงอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องไปเชื่อไครให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก

   แถมปิดท้าย ราคาสินค้าเกษตร สามารถดูได้จากที่นี่  http://www.dit.go.th/pricelist/showannual_all.asp




เรื่องของปาล์ม ในสยามประเทศ ในมุมมองของวิศวกรต๊อกต๋อย

ปาล์ม กับ ความสำคัญของปาล์ม      
       สวัสดีท่านผู้อ่านที่ติดตามทุกท่าน ( รวมถึงที่ไม่ติดตามด้วย ) วันนี้ขอเล่าเรื่องลึกๆสักหน่อยครับ เป็นเรื่องของพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศเรา นั่นก็คือ ปาล์ม ( Palm ) ครับ   ( ท่านที่ไม่อยากรู้หรือรู้มากครบถ้วนแล้วก็ปิดหน้านี้ไปเลยไม่ต้องอ่านครับ )
      ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่าน พระยาประดิภัทธ์ภูบาล ที่ได้นำ มะพร้าวหัวลิง หรือ ปาล์ม มาปลูกเป็นครั้งแรกในสยาม ที่จังหวัดสตูล ในปี 2471 โดยนำมาจากชวา คนปัตตานีเรียกปาล์มว่า หมากมัน
     
      เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีโอกาสไปซื้อวัตถุดิบสำหรับชงชากับภรรยาที่ร้านจำหน่ายวัตถุดิบแห่งหนึ่ง และได้อ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ครีมเทียมข้นหวาน หรือพวกครีมต่างๆ หนึ่งในส่วนผสมหลักที่น่าสังเกตก็คือ น้ำมันปาล์ม เรียกได้ว่าแทบทุกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของคนประเทศนี้นั้น มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มอยู่แทบทั้งสิ้น เช่น สบู่ ครีมเทียม ขนม ไก่ทอด แม้แต่น้ำมันบางชนิดที่ใช้เติมยวดยานพาหนะ
     ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี 59/60 พบว่า ความต้องการต่อเดือนอยู่ที่ 160,000 ตัน
     ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนครับว่า น้ำมันปาล์มนั้นมาจากไหน  น้ำมันปาล์มที่ว่านี้มาจากทะลายปาล์มซึ่งออกมาจากต้นปาล์ม
 ในทะลายปาล์มสด 1 ทะลายนั้น จะมีส่วนประกอบดังนี้
1.สิ่งสกปรก 1%
2.ผลปาล์ม 72.39%
3.ทะลายเปล่า 26.61% ( ก้าน 10% , แขนง 16.61% )

ในผลปาล์ม 72.39% จะประกอบด้วย
2.1 น้ำมัน 22%
2.2 น้ำ 26%
2.3 เส้นใย 11%
2.4 กลีบขั้วผล 1.39%
2.5 เมล็ด 12%  ( กะลา 6.5% , เมล็ดใน 5.5% )

ในเมล็ดใน 5.5% ประกอบด้วย กาก 3% และ น้ำมัน 2.5%


    เมื่อชาวสวน ตัดทะลายปาล์มมาขาย ณ จุดรับซื้อในท้องถิ่นที่เรียกกันทั่วไปว่า "ลานเท" ทางผู้รับซื้อจะมีเครื่องชั่งแบบชั่งน้ำหนักทั้งรถ เป็นเครื่องชั่งติดโหลดเซลล์ ปรับค่าได้ตามความต้องการจะปรับค่า หากเจ้าของลานเทใจร้ายหน่อยก็จะปรับไว้ที่สเกล 5 ก.ก. หากใจร้ายมากหน่อยก็ 10 ก.ก. ไม่มีเจ้าของลานเทคนไหนใจดีตั้งสเกลตาชั่งที่ 1 ก.ก.อย่างแน่แท้ โดยมากจะอ้างว่า ชั่งมันมาแบบนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ มีเอกสารและลายเซ็นจากไหนก็ไม่รู้ที่เป็นคนตรวจสอบตาชั่งและถูกต้องตามกฎหมายไทยแลนด์แดนหฤหรรม

     เจ้าของลานเท จะมีวิธีต่างๆในการเพิ่มน้ำหนักให้กับปาล์มที่รับซื้อ ก่อนที่จะนำมาขายที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ เช่น ฉีดน้ำเพื่อให้ทะลายปาล์มเป็นตัวเก็บน้ำไว้ หรือเติมหินก่อสร้าง หรือเติมทราย เพื่อเพิ่มน้ำหนัก จนหลังๆมาต้องมีเครื่องแยกหินออกจากกระบวนการผลิต จนไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นโรงสกัดน้ำมันปาล์มหรือโรงโม่หินกันแน่ เพราะปริมาณหินที่ผู้เขียนเข้าเยี่ยมชมแต่ละครั้งนั้นมากเหลือเกินจนสามารถนำหินไปขายได้จริงๆ

     กลไกการรับซื้อ
     ทางโรงงานสกัดจะแต่งตั้งผู้เชียวชาญมาหนึ่งหรือสองหรือสามคนมาเป็นผู้ตีปริมาณน้ำมันในรถคันนั้นๆ เช่น รถคันนี้บรรทุกทะลายปาล์มมา 10 ตัน ( 10,000 ก.ก. ) และผู้ประเมินได้ประเมินว่า 17% ปาล์มในรถคันนั้นก็จะได้ราคารับซื้อในปริมาณน้ำมัน 17% ซึ่งโดยส่วนใหญ่ จะตั้งราคาสูงสุดไว้ที่ 22% จากนั้นราคาก็จะลดหลั่นกันมาเรื่อยๆ
      ถึงตอนนี้นั้น เราพอจะเดาออกว่า หากต้องการน้ำมันปาล์ม 1 กิโล ต้องใช้ผลปาล์มสดเท่าไหร่
จากข้อมูลข้างต้น ลองคำนวณน้ำมันปาล์มที่ได้จากปริมาณปาล์ม 10 ตันดังกล่าว ดังนี้
--ทะลายปาล์มสด 10,000 ก.ก. จะได้ผลปาล์ม 7,239 ก.ก.
--ในผลปาล์ม 7,239 ก.ก. ให้น้ำมัน 22% = 7,239 x ( 22/100 ) = 1592.58 ก.ก. ( หาก 17% ก็จะได้ต่ำกว่านี้ )
    ราคาที่โรงงานรับซื้อไปจากลานเทหรือชาวสวน จะเป็นราคาน้ำมันในเยื่อปาล์ม มิได้รวมราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ( อันนี้เป็นกำไรตรงๆของผู้สกัด หรือผู้ขายเมล็ดในไบบีบน้ำมันอีกทีหนึ่งซึ่งเป็นน้ำมันคุณภาพสูงกว่าน้ำมันจากเยื่อปาล์ม )

     หากคิดแบบโง่ๆอย่างผู้เขียน จะได้ว่า น้ำมันปาล์ม 1 ก.ก. ต้องใช้ปาล์มสด = 100/17 = 5.88  ก.ก.
หากรับซื้อที่ ก.ก.ละ 4 บาท จะมีต้นทุนน้ำมันส่วนหนึ่ง ( ยังไม่รวมค่าดำเนินการสกัด ) อยู่ที่ 5.88 x 4 = 23.5 บาท 
     ลองสมมุติค่าสกัด/กลั่น ไว้ที่  1 บาท ค่าขนส่ง 1 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 1 บาท ค่าโฆษณา 1 บาท กำไร 30% = (23.5+4)*0.3 = 35.75 บาท

     พอจะเข้าใจไหมครับว่า เกษตรกรจะช่วยเหลือตัวเองอย่างไรได้บ้างหากปลูกปาล์ม

เมื่อทางโรงสกัด นำปาล์มผ่านกระบวนการสกัด จนได้น้ำมันปาล์มดิบ ก็จะมีการเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ เพื่อรอจำหน่ายให้กับโรงกลั่นน้ำมันปาล์มเพื่อเปลี่ยนสภาพน้ำมันจากน้ำมันปาล์มดิบ ( Crude Palm Oil , CPO ) ให้เป็นน้ำมันปาล์มโอเลอีน เพื่อมาจำหน่ายกลับคืนเอาเงินจากกระเป๋าเกษตรกร วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไปอย่างหาที่สุดมิได้

     ต้นปาล์มมีอายุประมาณ 20-30 ปี เมื่ออายุมากต้นจะสูงทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตมีความยากลำบาก
จึงจำเป็นต้องใช้สารพิษบางตัวเช่น ไกลโฟเซต มาฉีดเข้าลำต้นเพื่อ ฆ่า ต้นปาล์มให้ตายและปลูกทดแทน  สารไกลโฟเซตนี้ มีอายุมาก ( ผมก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่รู้แต่ว่าชอบกินไก่ทอด ) ท่านผู้อ่านคิดว่าปาล์มต้นใหม่ที่ปลูกทดแทนปนเปื้อสารตกค้างไปหรือเปล่าและมีผลกับสุขภาพผู้บริโภคหรือไม่
     ท่านผู้อ่านสามารถลองหาข้อมูล Fact จากแหล่งต่างๆเพื่อตรวจสอบคุณค่าของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ สำหรับเลือกบริโภคได้ด้วยตนเอง 


   หลายๆประเทศโดยเฉพาะในแถบยุโรปมีการรณรงค์อยู่เนืองๆเรื่องการทำสวนปาล์มโดยเฉพาะการสุญพันธุ์ของสัตว์ป่า และปริมาณสารพิษ
  แต่ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงไม่จบสิ้น ว่าจริงๆทาง EU หรือพวกที่โจมตีปาล์มนั้นมีจุดประสงค์อื่น
ในประเทศเรานั้นผมไม่แน่ใจว่าองค์ความรู้ด้านปาล์มจะก้าวไกลแค่ไหนเพราะไม่ได้ลงไปศึกษาอย่างลึกซึ้ง ได้แต่ศึกษาค่าทางกายภาพเพื่อมาออกแบบเครื่องจักรที่ใช้กับโรงงานปาล์มเท่านั้น
   หวังว่า ชาติที่เราทุกคนอาศัยอยู่จะเจริญขึ้นสักวัน
 

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ตัวอย่าง ขั้นตอนการออกแบบมอเตอร์ไซค์

นั่งดูสารคดีการออกแบบ MV Augusta F3 ของอิตาลี เลยเกิดแรงบันดาลใจ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่คิดจะออกแบบมอเตอร์ไซค์

ผมเลยทำวีดีโอที่ชื่อว่า Super4 Series - Honda CB400SF  มีทั้งสิ้น 9 ตอน
    ใช้พิมพ์เขียวที่หาได้จากอินเตอร์เน็ท มีหลายตอน สามารถทำตามได้ และหากชำนาญ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะออกแบบมอเตอร์ไซค์ได้ตามที่ต้องการ
 

Part 1


Part 2


Part 3


Part 4


Part 5


Part 6


Part 7


Part 8
Part 9

     การเก็บรายละเอียดงานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เช่นพวกครีบระบายความร้อน หรือรายละเอียดต่างๆ รอยหยักต่างๆ สติ๊กเกอร์ หรือลายยาง เป็นต้น  หวังว่าทุกท่านคงได้รับความรู้ไปไม่มากก็น้อยตามกำลังความสามารถครับ


หวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขกับการออกแบบในสิ่งที่รักกันทุกท่านครับ 

การออกแบบสายพานลำเลียง ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องวัสดุ และพฤติกรรมเฉพาะของวัสดุที่จะทำการขนถ่าย
เรียกเป็นภาษาบริเตนใหญ่ว่า Material Characteristics
การออกแบบสายพานลำเลียงที่สมบูรณ์แบบจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติต่างๆของวัสดุที่ทำการขนถ่ายด้วย เช่น
1.Internal Friction
2. Cohesive strength
3.Adhesive strength
4.Flowability
5.Angle of repose
6.Interface friction
7.Surcharge angle
8.Particle size
9.Bulk density

**ค่าต่างๆ 3 ค่าในข้อ 1 - 3 นั้น สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก CEMA 550 หรือ ASTM D6128-06 หรือ ASTM D6773-08 **

คุณสมบัติวัสดุเมื่อเคลื่อนที่บนสายพานลำเลียง

วัสดุต่างๆเมื่อถูกเทรวมกันมากๆบนพื้นราบเรียบที่อยู่นิ่งก็จะเกิดเป็นกอง และมีมุมกองอยู่ค่าหนึ่ง ซึ่งค่าองศามุมกองนี้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุต่างๆ มุมกองนี้เราเรียกว่า Repose angle
รูปแสดง Angle of repose

แต่ถ้านำวัสดุเดียวกันมาเทกองลงบนพื้นสายพานลำเลียงที่มีการเคลื่อนที่ ก็จะเกิดมุมกองที่มีองศาเปลี่ยนไป มุมกองที่มีองศาเปลี่ยนแปลงไปนี้เราเรียกว่า Angle of Surcharge ซึ่งค่านี้จะน้อยกว่า Repose angle ประมาณ 10 - 15 องศา

รูปแสดง Angle of surcharge 


Flowability สามารถพิจารณาได้จาก ขนาดของวัสดุ รูปร่างของวัสดุ ความเรียบหรือขรุขระ ความชิ้น ความเปียก ( ส่งผลต่อการเหนียวจนติดสายพาน ) ซึ่งพอจะสรุปได้เป็นตาราง Flowability ดังที่ผู้รู้รุ่นก่อนได้มีบุญคุณสรุปไว้ให้แล้ว

และเพื่อให้ง่ายขึ้น ก็ได้มีการแบ่งชนชั้นวรรณะของบรรดาเหล่าวัสดุทั้งหลายขึ้น เรียกว่า Material Class
แบ่งตั้งแต่ A ถึง Z กันเลยทีเดียว
โดยนำขนาด - ลักษณะการไหล - การกัดกร่อน ตลอดจนถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวต่างๆมาเป็นตัวแบ่งเกรดวัสดุ  เท่านั้นยังไม่พอ ทาง CEMA 550 ได้สรุปข้อมูลวัสดุต่างๆไว้เป็นตารางเพื่อให้วิศวกรออกแบบได้ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบไว้อีกมากมายหลายวัสดุ ขอยกตัวอย่างให้ดูดังรูป

ซึ่งตารางนี้ จะบอกค่าคุณสมบัติต่างๆครบถ้วน โดยจะเชื่อมโยงกับตารางชนชั้นวัสดุอีกทีหนึ่ง เช่น "58(B)27MY หมายความว่า ปกติวัสดุนี้ไม่กัดกร่อนแต่มีความแหลมคมสามารถตัดข่วนสายพานได้ มีการไหลได้ค่อนข้างอิสระ สามารถปลิวได้เมื่อมีลมพัด แต่หากมีขนาดเล็ก จะมีความกัดกร่อนเป็นอย่างมาก" ค่านี้เรียกว่า CEMA MATERIAL CODE 
    
   สิ่งที่มีผลกระทบกับวัสดุที่ขนถ่ายอีกตัวหนึ่งคือ ค่าความชันของสายพานลำเลียง อาจจะชันขึ้น หรือ ลาดลง ( Incline , Decline ) ค่าความชันนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะต้องออกแบบความเร็วของการลำเลียงให้เหมาะสมกับวัสดุและมุมชันนี้ ไม่เช่นนั้นวัสดุจะลอยปลิว หรือ กลิ้งกลับ หลากออกแบบไม่ถูกต้อง 
ค่านี้จะสามารถช่วยให้คำนวณ ความเร็วสูงสุดของสายพานลำเลียงก่อนที่วัสดุจะไหลกลิ้งกลับ หรือ ลอยตัวเหนือสายพาน  ซึ่งเรียกเป็นภาษาบริเตนใหญ่ได้ว่า " Maximum belt speed before material slip back occurs" , "Maximum belt speed before material spill occurs "


555  หัวเราะก่อนเลยครับ บอกไว้ก่อนว่าผมบ้า หาสาระไม่ได้ บทควายทั้งหลายที่เขียนมานี้ก็ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการใดๆได้เลยครับ หากเผลอนำไปอ้างอิงก็จะกลายเป็นคนบ้าทันทีครับ 555

การออกแบบสายพานลำเลียง ตอนที่ 3

ตอนที่ 3 ว่าด้วยส่วนประกอบต่างๆของสายพานลำเลียง เราจะเริ่มกันที่โครงสร้างก่อนเลยครับ
1.โครงสร้างหรือ Stringer แบ่งได้หลายประเภท เช่น โครงถัก / ท่อกลม / เหล็กหน้าตัดสำเร็จรูปพวกเหล็กรางน้ำ เหล็กบีมต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการในการขนถ่าย และใช้มาตรฐานที่เกี่ยวของมาคำนวณการรับน้ำหนัก เช่น
นำ มาตรฐาน ACI 318 มาคำนวณเรื่องงานฐานรากรองรับสายพานลำเลียง
นำมาตรฐาน AISC,"Detailing for Steel Construction "/"Manual Of Steel Construction " ( ASD / LRFD ) มาออกแบบทำแบบเพื่อการผลิต
นำมาตรฐาน AWS D1.1 มาออกแบบงานเชื่อม
นำมาตรฐาน OSHA มาออกแบบทางเดิน - บันได - ราวจับ เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละประเทศก็มีมาตรฐานการออกแบบที่ใช้อยู่ เช่น
แคนาดา จะมี มาตรฐาน ( Code ) CSA  เม็กซิโก มี Code MOC อเมริกามี Code A___ ทั้งหลายแหล่
ส่วนไท เราก็มี TIS (ที่ตำรวยไล่ตามจับ เพื่อแจกใบสั่ง เพราะท่อไอเสียที่มาจากโรงงาน ก็ผิดในสายตาตำรวยไท ( ที่ผมเรียกไท เพราะสมัยก่อน มีการเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นไท ก็มีการถกเถียงกันในสภาผู้แทนราษฎร ว่า จะเปลี่ยนจากสยาม มาเป็น ไท หรือ ไทย ผลที่ได้ คำว่า ไทย ชนะ เพราะ มีเหตุผลว่า ไทย ที่เติม ย ยักษ์ เปรียบเหมือนผู้หญิง ไท ที่สวยงาม จนต้อง เ_็ด  โดยที่การเปลี่ยนชื่อประเทศชาติในครั้งนี้ไม่ได้คำนึงถึงหลักภาษาศาสตร์แต่อย่างใดไม่ จนคนแถวบ้านผมที่ชื่อไข โดนผมเติม ย ยักษ์ ไปหลายคน กลายเป็น ไขย เพราะ มันแต่งงานมีลูกแล้ว ผ่านการ เ_็ด มาแล้วแน่ๆ ซึ่งในการเติม ย ยักษ์ ของผมนั้น ใช้ตรรกะเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศจากสยาม มาเป็นไทย  )  )

การออกแบบ
ถือเป็นหัวใจหลัก ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ และใช้ Code ต่างๆมาเป็นไกด์ไลน์ สามารถแบ่งออก
กว้างๆได้ดังนี้
ASD ( Allowable Stress Design ) เป็นวิธีดั้งวิธีเดิมในการออกแบบโครงสร้างภายใต้น้ำหนักบรรทุก
LRFD ( Load and Resistance Factor Design ) เป็นอีกระเบียบวิธีที่ใช้ออกแบบโครงสร้างภายใต้น้ำหนักบรรทุก วิธีนี้จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ASD
การสั่น บางครั้งจำเป็นต้องมีความรู้ในการออกแบบรองรับการสั่นสะเทือนด้วย
การโก่ง  เมื่อโครงสร้างรับน้ำหนักก็จะโก่งตัวค่าหนึ่ง ค่าที่โก่งตัวนี้ ต้องโก่งเท่าไหร่ถึงจะยอมรับได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบของวิศวกรอย่างเราโดยแท้
การพังเมื่อได้รับแรงตามแนวแกนมากไป หรือ บัคลิ่ง
วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้าง มีมากมายหลายชนิด เช่น เหล็กชนิดต่างๆ ที่มีหน้าตัดรูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้วิศวกรออกแบบต้องนำมาออกแบบเพื่อให้ใช้งานได้บรรลุวัตถุประสงค์และคุ้มค่าเงินทุนด้วย

โครงสร้างสายพานลำเลียง ต้องรับภาระ ( Loads ) อะไรบ้าง
1.Dead load  คือน้ำหนักตัวโครงสร้างเอง
2.Live load ภาษาไท เรียก น้ำหนักบรรทุกจร ( อาจจะมีบางท่านเล่นพิเรณ เติมคำว่า เข้ ไป ได้เป็น น้ำหนักบรรทุกจรเข้ )
    2.1  น้ำหนักวัตถุที่ลำเลียง
    2.2  น้ำหนักคน น้ำหนักวัสดุที่ตกลงบนทางเดิน / บันได
    2.3   น้ำหนักวัตถุที่ตกลนสายพานช่วงขนย้าย
    2.4  น้ำหนักจากความตึงสายพาน
3.ภาระจากสิ่งแวดล้อม
    3.1 น้ำ-หิมะ-น้ำแข็ง  ในบางพื้นที่ของโลกอาจมีภาระเหล่านี้
    3.2 ลม  มีบ่อยครั้งที่เกิดพายุพัดโครงสร้างพัง
    3.3 ภาระจากการขยายตัวจากอุณหภูมิ
    3.4 แผ่นดินไหว
    3.5 ภาระจากกองวัสดุที่ไหลลงมาสร้างภาระให้โครงสร้างในกรณีที่ไม่มีการขนย้ายต่อ
   
จะพบว่ามีภาระมากมายที่ท้าทายวิศวกรออกแบบ

การป้องกันการกัดกร่อนของโครงสร้าง
1.การทำสี อาจจะเป็นการทา การพ่น การยิงทรายแล้วพ่นเคลือบสี มีเป้าหมายคือลดการเกิดสนิม หรือป้องกันสนิม
2.การชุปกัลวาไนซ์ มีเป้าหมายเหมือนการทำสี
3.การใช้เหล็กกันสึก
4.การใช้วัสดุอื่นๆ เพื่อป้องกันการสึกกร่อน


สำหรับตอนที่ 3 เรื่องโครงสร้างก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ ตอนที่ 4 เรื่องอะไรนั้นต้องติดตามครับ



การออกแบบสายพานลำเลียง ตอนที่ 2

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เสนอตอนที่ 2 ครับ
    สำหรับตอนที่ 1 เราค้างกันไว้ที่ CEMA ( Conveyor Equipment Manufacturers Association ) ซึ่งก็คือกลุ่มความร่วมมือกันของเหล่าผู้ผลิตคิดค้นอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับระบบสายพานลำเลียงนั่นเอง


ทำไมต้อง Belt Conveyor ?
การลำเลียงวัตถุด้วยสายพานลำเลียงนั้น มีประโยชน์กว่าการขนส่งแบบอื่นๆดังเช่น ( ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ดีด้วยนะครับ )
1.ขนได้หลากหลายวัสดุ หลากหลายขนาด ตั้งแต่ทรายเม็ดเล็กๆจนถึงก้อนหินหรือก้อนแร่ขนาดใหญ่ๆ
2.สามารถออกแบบให้รองรับขนาดความต้องการ ( Capacities ) ได้หลากหลาย เพราะขึ้นอยู่กับหน้ากว้างและความเร็ว โดยปกติ ตั้งแต่ 1 ตัน/ชม. จนถึง 44000 ตัน/ชม. เป็นต้น
3.สามารถปรับทิศทางของการขนถ่ายได้ตามรูปแบบของพื้นผิวภูมิศาสตร์
4.มีความน่าเชื่อถือในการขนถ่ายสูงกว่าการขนถ่ายแบบอื่น เช่น การขนถ่ายด้วยรถบรรทุก มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้
5.ออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย
6.มีความปลอดภัย
7.ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการขนถ่ายแบบอื่น
8.ใช้พลังงานต่อหน่วยการขนถ่ายน้อย
9.ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ

    มาตรฐานของความร่วมมือกันของกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ขนถ่ายนี้ มีมาตรฐานสูงมาก และมีความลึกซึ้ง แสดงถึงความจริงจังของการตั้งใจให้งานออกมาดี ปลอดจากการคอรัปชั่น ไม่เหมือนในประเทศไทย ที่จะทำอะไรก็คอรัปชั่นกันหมด จงใจใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนกันทุกหมู่เหล่า จากนั้นก็นำนกหวีดมาแขวนคน ร่วมกันเป่าเพื่อแสดงตนเป็นคนดี และบอกกับผู้อื่นว่าจะ ปฏิภาพประเทศ

   ลักษณะของสายพานลำเลียงโดยทั่วไปนั้น ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆซึ่งมีชื่อเรียกดังนี้
ไล่ตั้งแต่
1.Tail Pulley หรือ ลูกกลิ้งท้าย  ทำหน้าที่กลับทิศทางสายพาน และรองรับการเคลื่อนที่ของสายพาน ตลอดจนรักษาแรงตึงของสายพานให้เพียงพอต่อการทำงาน
2.Feed Chute and Skirts ทำหน้าที่รองรับวัสดุที่ตกลงบนสายพานเพื่อเตรียมการขนถ่าย ป้องกันมิให้วัสดุหลุดออกจากสายพานลำเลียง
3.Idler คือชุดของลูกกลิ้งลำเลียง อาจจะเป็นลูกเดี่ยวๆ , สามลูก , หรือ 5 ลูก ก็ได้ อยู่ที่ว่าผู้ออกแบบจะออกแบบมาแบบไหน  เจ้าชุดนี้ทำหน้าที่รองรับสายพานที่กำลังขนถ่ายวัสดุ

4.Head Pulley and Drive ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสายพานลำเลียง ตามสเป็คความเร็วที่ได้ออกแบบมา
5.Return Idler ทำหน้าที่รองรับสายพานขากลับ ( สายพานเปล่า ) 
6.Stringer หรือ โครงรางคอนเวย์ เป็นโครงสร้างรองรับอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องประกอบกันขึ้นมาเป็นสายพานลำเลียง


หลักๆก็มีแค่นี้ ส่วนอุปกรณ์เพิ่มเติมนั้น มีอีกมากมาย ทั้งนี้จะทะยอยนำมาเขียนให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกันในลำดับต่อไป 

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การออกแบบสายพานลำเลียง ตอนที่ 1

   สวัสดีครับ ในวันนี้ จะขอนำประสบการณ์ของตนเองในงานระบบสายพานลำเลียงมาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ

    สมัยผู้เขียนทำงานเป็นทางการที่แรก ตอนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ ก็อยู่ที่ บ.เอกชนแห่งหนึ่ง ที่ทำเกี่ยวกับออกแบบและสร้างระบบลำเลียง มีมากมายหลายประเภท ตอนนั้นก็จะเป็นระบบ Roller ขนกล่อง แบบสายพาน Modular คล้ายๆ Lego มาต่อๆกัน สายพานลำเลียงอาหารแบบต่าง สายพานทอดกุ้ง สายพานในร้านอาหารญี่ปุ่นพวก ชาบูชิ เป็นต้น
   ผู้เขียนทำงานอยู่ที่นี่เป็นเวลา 1 ปี ก็พอจะสรุปงานประเภทต่างๆได้ทั้งหมดและขีดความสามารถของแต่ละประเภท  ที่ทำงานที่แรกนี้เจ้าของกิจการเป็นศิษเก่า MHT พระนครเหนือ รุ่นแรกๆ วันหนึ่งเมื่อเห็นว่าถึงจุดหนึ่ง ผู้เขียนก็ลาออกจากที่นี่และใช้ชีวิตไปทำงาน ณ บริษัทต่างๆอีกหลายบริษัท กว่าจะมาเปิดกิจการของตนเอง และสละเวลาส่วยตัวมาเขียนบล๊อคแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ท่านได้อ่านกันนี้

  เกริ่นมาซะยาวยืด !! มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
ระบบขนถ่ายแต่เดิมในไทยนั้น ถูกปกครองด้วยเหล่าคณะ MHT จากสถาบันต่างๆจากชั้นนำในไทย ผู้เขียนมิได้สำเร็จจากสถาบันชั้นนำ เลยต้องหาความรู้เองมากหน่อย  ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ยื่นซองหน้าเดิมๆ จนกระทั่งเอ่ยคำว่า อ้าว!! เจอกันอีกแล้วเหรอพี่ !!
  หลักการของการขนถ่าย สรุปได้โดยง่ายก็คือ " วิธีการเคลื่อนย้ายวัตถุที่ต้องการจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งที่ปลอดภัย คุ้มค่า " ซึ่งทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้กฎข้อที่ 2 ของนิวตัน นั่นคือ ผลรวมของแรง มีค่าเท่ากับ มวล คูณด้วยความเร่ง
   เห็นแบบนี้แล้ว ชาวคณะวิศวกรทั้งหลายแหล่เป็นต้องร้อง อ๋ออออ ยาวๆแน่ๆเพราะ มันเป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่อง Dynamic หรือ พลศาสตร์ ที่เรียนกันตั้งแต่ปี 1 หรือ ปี 2 โน่นเลย
   ในไทยนั้น ผมไม่ขอกล่าวอ้างอิงกับองค์กรใดๆ เพราะไทยนั้นเป็นเมืองมาเฟีย ผมจึงขอเขียนและอ้างอิงให้ไม่กระทบผู้ใด เพราะหากไปกระทบอาจจะโดนยิงหัวตายได้ ตำรวจก็ไม่หาตัวมือปืนแน่นอน 555  เนื่องจากต้องการใช้ความรู้ความสามารถมาทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมหมู่มากเป็นหลัก และพยายามยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจด้วยความรู้ด้านวิศวกรรมที่มีมาสร้างนวตกรรมออกมาจำหน่าย เพื่อนำรายได้มาเลี้ยงปากท้อง


  ตอนนี้เป็นตอนที่ 1 จะขอสรุปให้ฟังว่า  ก่อนจะออกแบบระบบลำเลียง ผู้ออกแบบต้องมีความรู้ก่อนดังนี้
1. คุณต้องการออกแบบอะไร
2.คุณออกแบบไปทำไม
3.คุณออกแบบที่ไหน
4.คุณออกแบบอย่างไร

ส่วน 5. คือ คุณจะขายเท่าไหร่ ถ้ามันเป็นหน้าที่ของคุณ คุณต้องร้ด้วย หรือว่า คุณจะยกยังไง จะวางแผนขนใส่รถเทรลเลอร์อย่างไร วางซ้อนอย่างไร เป็นต้น

ในโลกนี้ ( ผมอยากเป็นพลเมืองโลกมากกว่าราษฎรไทย ) มีเหล่านักวิทยาศาสตร์ เหล่าวิศวกร ที่ทำงานทุ่มเทเวลาและกำลังเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ หนึ่งในนั้นคือระบบสายพานลำเลียง ซึ่ง คนเหล่านี้ ก็ได้มารวมตัวกันเพื่อประโยชน์ของชาวโลก มิได้แบ่งสีเสื้อกันและคล้องนกหวีดประกาศตนเป็นคนดีกว่าผู้อื่นแต่อย่างใดไม่ กลับกัน กลุ่มคนเหล่านี้ ได้สร้างมาตรฐานขึ้นมา โดยมีชื่อว่า มาตรฐาน CEMA ใช่ครับ อ่านว่า ซีม่า !! กลุ่มคนที่ติดทหารรับใช้นายพล หรือไม่อาบน้ำหลายวันคงทราบดี ( ไม่ใช่ซีม่าโลชั่นครับ 555 )
มันคือ องค์กรความร่วมมือของเหล่าผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับสายพานลำเลียงนั่นเองครับ หรือภาษาบริเตนใหญ่ เขียนว่า " Conveyor Equipment Manufacturers Association )

ตอนที่ 1 นี้ ขอจบไว้ที่ ซีม่า !! ครับ






วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

การนำ Windows Photo Viewer กลับมาใช้ ใน Windows 10

ปกติแล้ว ใน Windows 7 หรือ Windows 8 จะมี App ดูรูปภาพที่ติดมากับ Windows เลย นั่นก็คือ Photo Viewer แต่ใน Windows 10 รุ่นหลังๆ ที่อัพเดทใหม่ๆ App ที่ว่านี้จะหายไป ทำให้หลายคนที่ใช้ Windows 10 ต้องไปลงโปรแกรมดูรูปภาพเพิ่มเติม  วันนี้เลยขอเสนอแนะวิธีการที่จะนำ App ตัวเก่าที่ใช้ดูรูป กลับคืนมา

ก่อนอื่น ให้ท่าน Copy Code ด้านล่างนี้ลง Notepad จากนั้นใช้เซฟเป็นชนิด .reg และทำการ Merge
Windows Registry Editor Version 5.00

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll]

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell]

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\open]
"MuiVerb"="@photoviewer.dll,-3043"

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\open\command]
@=hex(2):25,00,53,00,79,00,73,00,74,00,65,00,6d,00,52,00,6f,00,6f,00,74,00,25,\
00,5c,00,53,00,79,00,73,00,74,00,65,00,6d,00,33,00,32,00,5c,00,72,00,75,00,\
6e,00,64,00,6c,00,6c,00,33,00,32,00,2e,00,65,00,78,00,65,00,20,00,22,00,25,\
00,50,00,72,00,6f,00,67,00,72,00,61,00,6d,00,46,00,69,00,6c,00,65,00,73,00,\
25,00,5c,00,57,00,69,00,6e,00,64,00,6f,00,77,00,73,00,20,00,50,00,68,00,6f,\
00,74,00,6f,00,20,00,56,00,69,00,65,00,77,00,65,00,72,00,5c,00,50,00,68,00,\
6f,00,74,00,6f,00,56,00,69,00,65,00,77,00,65,00,72,00,2e,00,64,00,6c,00,6c,\
00,22,00,2c,00,20,00,49,00,6d,00,61,00,67,00,65,00,56,00,69,00,65,00,77,00,\
5f,00,46,00,75,00,6c,00,6c,00,73,00,63,00,72,00,65,00,65,00,6e,00,20,00,25,\
00,31,00,00,00

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\open\DropTarget]
"Clsid"="{FFE2A43C-56B9-4bf5-9A79-CC6D4285608A}"

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\print]

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\print\command]
@=hex(2):25,00,53,00,79,00,73,00,74,00,65,00,6d,00,52,00,6f,00,6f,00,74,00,25,\
00,5c,00,53,00,79,00,73,00,74,00,65,00,6d,00,33,00,32,00,5c,00,72,00,75,00,\
6e,00,64,00,6c,00,6c,00,33,00,32,00,2e,00,65,00,78,00,65,00,20,00,22,00,25,\
00,50,00,72,00,6f,00,67,00,72,00,61,00,6d,00,46,00,69,00,6c,00,65,00,73,00,\
25,00,5c,00,57,00,69,00,6e,00,64,00,6f,00,77,00,73,00,20,00,50,00,68,00,6f,\
00,74,00,6f,00,20,00,56,00,69,00,65,00,77,00,65,00,72,00,5c,00,50,00,68,00,\
6f,00,74,00,6f,00,56,00,69,00,65,00,77,00,65,00,72,00,2e,00,64,00,6c,00,6c,\
00,22,00,2c,00,20,00,49,00,6d,00,61,00,67,00,65,00,56,00,69,00,65,00,77,00,\
5f,00,46,00,75,00,6c,00,6c,00,73,00,63,00,72,00,65,00,65,00,6e,00,20,00,25,\
00,31,00,00,00

[HKEY_CLASSES_ROOT\Applications\photoviewer.dll\shell\print\DropTarget]
"Clsid"="{60fd46de-f830-4894-a628-6fa81bc0190d}"

 จากนั้น ใช้ไปที่ Setting และเลือก Default App ที่ Photo Viewer ให้กดเลือก  Windows Photo Viewer

วิธีการนี้ช่วยให้เราดูรูปภาพได้โอยไม่ต้องลง App เพิ่มเติม

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

ขนาดของเพลาและขนาดร่องลิ่ม


            หลายครั้งที่ผู้เขียนไปวัดแบบเครื่องจักรที่มีส่วนประกอบของเพลาและร่องลิ่ม จึงขอนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องร่องลิ่มมาฝาก โดยในบทความนี้ไม่ขอลงลึกในส่วนการคำนวณ หรือสูตรต่างๆ แต่ขอยกวิธีการใช้งานมาเลย นั่นคือ เพลาขนาดเท่าไหร่ จึงจะใช้ร่องลิ่มขนาดที่สัมพันธ์กัน โดยอาศัยตารางที่แนบมานี้
หวังว่า พี่น้องชาววิศวกรออกแบบทุกท่าน คงจะออกแบบได้ง่ายขึ้น 


หรือ ท่านผู้อ่านสามารถดาวน์โหลด App ไปใช้งานบนอุปกรณ์ Android กันได้ง่ายๆ เกี่ยวกับขนาดเพลาและร่องลิ่ม ราคาแอปพลิเคชั่นแค่ 13 บาท จากที่นี่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.appybuilder.Anuwat_Kongpan.Shaft_and_Key 
สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิศวกรรมได้ที่นี่ครับ


ว่าด้วยเรื่องของการออกแบบท่อไอเสียของเครื่องยนต์

  หลายๆท่านคงจะเคยได้ยินเสียงท่อไอเสียรถยนต์และจักรยานยนต์ที่ดังหนวกหูกันมาบ้างแล้ว  นึกสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมท่อไอเสียถึงได้ดังรบกวนประชาชนผู้พักอาศัยที่มีบ้านเรือนอยู่ริมถนน
  หากเปิดอ่านประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 2629 พ.ศ. 2543 แล้ว จะพบว่า
หัวข้อ 5.2 " ระดับเสียงสูงสุดที่ออกจากท่อไอเสียที่ประกอบเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่จะใช้ประกอบในสภาพใช้งานปกติ ในขณะที่ยานพาหนะอยู่กับที่ ต้องไม่เกิน 95 เดซิเบล เอ "

ผมจึงมาสรุปเรื่องราวของท่อไอเสียในส่วนของการออกแบบทางวิศวกรรมให้ผู้อ่านได้อ่านกันเล่นๆ
  A Graham Bell ได้ทดสอบและเขียนหนังสือชื่อ 4 Stroke Performance Tuning ในหนังสือเป็นข้อมูลศึกษาเชิงวิชาการที่น่าสนใจมาก หนึ่งในบทของหนังสือที่ขอหยิบมาในประเด็นนี้ก็คือ " The Exhaust System " คือว่ากันด้วยเรื่องของไอเสียทั้งระบบ
    เมื่อวาล์วไอเสียของเครื่องยนต์เปิดออก จะเกิดแรงดันในท่อไอเสียประมาณ 20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เนื่องจากการไหลออกมาจากห้องเผาไหม้ของก๊าซ ในทางกลับกัน หากแรงดันในท่อไอเสียมีค่าเป็นลบ ( หมายความว่ามีการไหลกลับเข้าห้องเผาไหม้ หรือไอเสียไหลไม่สะดวกทำให้ไหลออกไม่หมดในจังหวะวาล์วไอเสียเปิด ไอเสียบางส่วนจะถูกดูดกลับเข้าห้องเผาไหม้ในจังหวะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลงเพื่อเติมเต็มปริมาตรที่ยังขาดจากทางฝั่งไอดี ) การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ( ในกรณีของเครื่องยนต์ 4 สูบ ) จะใช้หลักการค่อยๆรวมท่อไอเสียของแต่ละสูบ ให้เป็นท่อเดียวกัน แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ หลักการ 4 มา 1 และ 4 มา 2 มา 1  หลักการนี้ จะช่วยรักษาแรงดันในท่อไอเสีย ยกตัวอย่างเครื่องยนต์ที่มีลำดับการจุดระเบิด 1-3-4-2   แรงดันหลังวาล์วไอเสียของสูบ 2 จะถูกระษาแรงดันต่อโดยสูบแรก ผู้เขียนยังบอกเลยว่า หากท่อไอเสียคำวณมาอย่างเยี่ยมยอดแล้ว การปรับแต่งแคมชาฟท์ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ( ถึงขนาดนั้น !! )




หลักการรวมท่อไอเสียแบบ 4 into 1 จะมีข้อเสียคือน้ำหนักของระบบท่อไอเสียจะเยอะ แต่จะมีกำลังเครื่องยนต์สูงสุดมากกว่าแบบ 4 into 2 into 1 อยู่ราวๆ 5-7%  แต่จะได้เปรียบกว่าแบบ 4 into 1 ในช่วงรอบกลาง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรูปแบบของท่อไอเสียที่หลากหลาย เช่น ความยาวท่อในช่วง P1  ความยาวท่อในช่วง P2 , ลักษณะของ CL หรือแม้แต่ระยะของ TL
ตัวอย่างภาพท่อไอเสียแบบ 4-2-1 
ตัวอย่างภาพท่อไอเสียแบบ 4-1

    ปัจจัยต่อมาที่มีผลต่อระบบไอเสียก็คือ ขนาดของท่อที่นำมาทำท่อไอเสีย เพราะยิ่งมีจังหวะโอเวอร์แล๊ปของวาล์วมากเท่าไหร่ ท่อไอเสียก็ต้องมีความโตตามปริมาตรที่จำเป็นนั้นเช่นกัน เพื่อให้คายไอเสียออกให้ทันเวลาในจังหวะการเติมไอดีที่มีเพียงน้อยนิด  ขนาดของท่อไอเสียคือตัวกำหนดความเร็วในการไหลของไอเสีย โดยปกติแล้ว ความเร็วของไอเสียจะอยู่ที่ราวๆ 250 ฟุตต่อวินาที แน่นอนว่าหากเราไปเพิ่มขนาดของท่อไอเสียขึ้น ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์รองรับทอร์คอันเนื่องมาจากรอบที่สูงขึ้นได้  
   ขนาดของท่อไอเสียนั้นสรุปได้ตามองศาของลูกเบี้ยว หากเป็นลูกเบี้ยวองศาสูงที่ใช้ในการแข่งขัน จะสรุปขนาดท่อไอเสียไว้ดังนี้
หากเป็นรถที่ใช้งานทั่วไปที่มีองศาลูกเบี้ยวปกติ ผู้เขียนได้สรุปขนาดท่อไอเสียไว้ตามตารางนี้



   ความยาวของท่อไอเสีย ( P ) สามารถสรุปเป็นสูตรได้คือ 
P = ((850 x ED)/rpm)-3
โดยที่ P = ความยาวท่อไอเสียตามภาพแรก
          ED = 180 องศา บวกด้วยองศาลูกเบี้ยวก่อนศูนย์ตายล่าง ( BDC )
          rpm = รอบต่อนาทีของเครื่องยนต์

  ส่วนขนาดท่อไอเสียนั้น สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้
ID = (((cc/((P+3)x25))^0.5)x2.1
โดยที่  ID = เส้นผ่านศุนย์กลางด้านในของท่อไอเสียช่วง P1
            cc = ความจุเครื่องยนต์
            P = ความยาวท่อในช่วง P1

IDS = (((ID^2)x2)^0.5)x0.93
โดยที่ IDS = เส้นผ่านศูนย์กลางในช่วง P2
           ID =  เส้นผ่านศุนย์กลางด้านในของท่อไอเสียช่วง P1

และ P2 = P - P1 ( ความยาวที่พิจารณาในรูปแรก )


การออกแบบ Collector ( CL )
มี 4 แบบ คือแบบ Baffle แบบ Merge แบบ Venturi Merge และแบบ Split Interference แสดงตัวอย่างภาพได้ดังนี้

แบบ Baffle
แบบ Merge
แบบ Venturi Merge

และแบบ Split Interference ของ 4 และ 8 สูบ

ความยาวของ Collector ( CL) ((ID2-ID3)/2)xCot A
โดยที่ CL = Collector length
          ID2 = ความโตของ Collector ฝั่งขาเข้า
          ID3 = ความโตของ Collector ฝั่งขาออก ( ความโตท่อไอเสียหลัง Collector )
          Cot A = โคแทนเจนท์ของมุมองศา  เช่นCot4.5 = 12.7 เป็นต้น ( กดเครื่องคิดเลขได้ )

และ ID3 = ((cc x 2 )/(P + 3 )x25))^0.5)x2 
         
ปัจจัยอีกตัวที่มีผลต่อการไหลของไอเสียก็คือการออกแบบรอยต่อระหว่างช่วงพอร์ทไอเสียถึงคอท่อไอเสีย โดยสรุปคร่าวๆไว้ดังนี้


          
 ส่วนเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้ เช่น มาตรฐานยูโร 1 2 3 หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่มีตัวการสำคัญที่เป็นผู้ทำงานคือ CAT หรือ โครงสร้างรังผึ้งที่เคลือบด้วยสารดูดซับแก๊สพิษในไอเสียและยังทำหน้าที่ลดเสียงดังในท่อไอเสีย  ไอ้เจ้า CAT ที่ว่านี้ เขาจะทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ตามที่ออกแบบไว้ แต่จะส่งผลต่อเครื่องยนต์ นั่นคือ จะลดแรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์ลงราวๆ 10% แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า มีวิธีชดเชยค่าสูญเสียอยู่โดยแลกกับน้ำหนักท่อไอเสียที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย นั่นคือ การหาหนทางการเพิ่มอัตราการไหลในช่วงโครงสร้างรังผึ้งนั่นเอง ซึ่งได้แสดงไว้ตามรูป คือปล่อยท่อฝั่งขาเข้า CAT เป็นมุมบาน 10 องศา และบีบเข้าฝั่งขาออกจาก CAT เป็นมุม 15 องศา โดยมีท่อเทเปอร์ยาวอย่างน้อย 6 นิ้ว ต่ออยู่ทั้งขาเข้าและขาออก ( นับจาก CAT )



      ในส่วนของเสียงนั้น ก็มีวิธีลดอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้การระบายไอเสียผ่านแผ่นรูพรุนที่ซ้อนกันหลายๆชิ้น ที่เรียกกันว่า Trap ชื่อของท่อไอเสียแบบนี้ก็เลยเรียกกันติดปากว่า "ท่อแทร๊ป "
แสดงภาพตัวอย่างของ Trap

    การใช้ใยแก้วซับคลื่นเสียงเพื่อลดการ Resonance ก็มีใช้กันแพร่หลาย แต่ข้อเสียคือ ใยแก้ว มีอายุการใช้งานสั้น จึ้งจำเป็นต้องไปอัดใยแก้วใหม่เมื่อหมดอายุใยแก้ว

      การออกแบบห้องลดเสียงแบบหลายชั้น วิธีนี้ นิยมแพร่หลายมาก ข้อดีคือลดเสียงได้ดีมาก มีหลายหลากขั้นตอนในห้องเก็บเสียง ทั้งการกำจัดการสะท้อน การทำลายเสียงโดยออกแบบให้เสียงสะท้อนหักล้างกันเอง การออกแบบให้ไอเสียวนไปมาเพื่อลดเสียง การใช้กรวยลดเสียง เป็นต้น  แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียคือ น้ำหนักท่อไอเสียจะเยอะ 

   
หากเป็นท่อไอเสียที่ผ่านการออกแบบคำนวณมาอย่างดีนั้น ผู้ผลิตจะมีข้อมูลเปรียบเทียบแรงม้า  ณ ที่รอบเครื่องยนต์ค่าต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคตัดสินใจ 
   ก็เป็นอันว่า จบเรื่องของท่อไอเสียในฝั่งของหลักวิศวกรรมการออกแบบ  ส่วนเรื่องภาระสังคมนั้น ก็ต้องฝากไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้ หลักวิศวกรรม อยู่กับสังคมได้อย่างไร้รอยต่อ. 

  วีดีโอยกตัวอย่างการออกแบบท่อไอเสีย โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ว่างๆจะมาต่อยอดการจำลองการไหลของไอเสียในท่อใบนี้กันครับ

  

ขอบคุณหนังสือ : Four Stroke Performance Tuning 3rd Ed-A Graham Bell.

    





SolidWorks Drawing Template Show Errors Properties Fields like $PRP:"ANCDEXXX"

 Good morning of 1/14/2026 to my readers. Today, I found a problem on my drawing template about property text in drawing template fields. I ...